Home > ข่าว ประชาสัมพันธ์ > เดลล์ เทคโนโลยีส์ เผยผลวิจัยชี้ 81 เปอร์เซ็นต์ของคนทำงานในเอเชียแปซิฟิคและญี่ปุ่น พร้อมสำหรับการทำงานจากทางไกลในระยะยาว หากแต่ยังกังวลเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน

เดลล์ เทคโนโลยีส์ เผยผลวิจัยชี้ 81 เปอร์เซ็นต์ของคนทำงานในเอเชียแปซิฟิคและญี่ปุ่น พร้อมสำหรับการทำงานจากทางไกลในระยะยาว หากแต่ยังกังวลเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน

//
Comments are Off

พนักงานมีความกังวลในการที่อาจไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการทำงาน รวมไปถึงเส้นแบ่งเขตการทำงานกับชีวิตความเป็นส่วนตัวที่ยังดูคลุมเครือในการเตรียมความพร้อมเพื่อการทำงานจากระยะไกล (remote work) ในระยะยาว
มีพนักงานเพียง 46 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและญี่ปุ่นที่รู้สึกว่าได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากเจ้าของกิจการหรือผู้ว่าจ้างในการทำงานจากทางไกลในระยะยาว
ทรัพยากรด้านเทคโนโลยีต่างๆ ที่พนักงานต้องการมากที่สุดคืออุปกรณ์ หรือทูลส์ ที่ช่วยให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ(productivity) ในการทำงานและเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ภายในองค์กรได้จากระยะไกล
พนักงานต้องการให้ผู้ว่าจ้างจัดให้มีรูปแบบการฝึกอบรมที่ดีที่สุดสำหรับช่วงเวลา (sessions) ในการทำงานระยะไกล (remote working) รวมถึงการเรียนรู้แบบเวอร์ชวล (virtual learning) ตลอดจนด้านการพัฒนา

เดลล์ เทคโนโลยีส์ ประกาศผลวิจัยใหม่เผยให้เห็นความพร้อมของพนักงานภายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น (APJ) ต่อการทำงานจากทางไกลในระยะยาว จากดัชนีความพร้อมของการทำงานจากระยะไกล หรือ Remote Work Readiness (RWR) Index (RWR) ที่เริ่มทำในขั้นต้นนี้พบว่ามากกว่า 8 ใน 10 (81เปอร์เซ็นต์) ที่สำรวจพนักงานของทั้งภูมิภาครู้สึกว่าพวกเขาได้รับการเตรียมความพร้อมแล้วสำหรับการทำงานจากที่บ้าน หรือจากระยะไกลในระยะยาว หากแต่ยังมีความกังวลอยู่บ้างในกรณีของเส้นแบ่งของการทำงานและชีวิตส่วนตัวที่ดูจะยังไม่ชัดเจน
จากการสำรวจคนทำงานมืออาชีพ (Professionals) มากกว่า 7,000 คนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น (APJ) ทั้งนี้ ดัชนีความพร้อมของการทำงานจากระยะไกล หรือ Remote Work Readiness Index (RWR Index) ได้รวบรวมข้อมูลทัศนคติและความรู้สึกของพนักงานที่มีต่อการทำงานระยะไกลในระยะยาวตลอดจนความต้องการในแง่ของเทคโนโลยีและการสนับสนุนที่เกี่ยวเนื่องกับทรัพยากรบุคคล (HR) ซึ่งมีความสำคัญต่อความสำเร็จในการทำงาน
“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2020 ได้กำหนดรูปแบบการทำงานของเราขึ้นใหม่ ทำให้ไม่ต้องยึดติดกับเวลา และสถานที่ในการทำงานอีกต่อไป แต่ด้วยผลลัพธ์ที่ได้รับ” ชอง-กิลโยม ปงส์ รองประธาน ไคลอันท์ โซลูชัน กรุ๊ป ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ญี่ปุ่น และเกรทเตอร์ ไชน่า เดลล์ เทคโนโลยีส์ กล่าว “ด้วยการเตรียมความพร้อมในการทำงานทั้งในรูปแบบทางไกล (remote) และในแบบผสมผสานกันแบบไฮบริดกำลังกลายเป็นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้น (new reality) สิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งที่หัวหน้างานหรือผู้ว่าจ้างต้องเตรียมพร้อมคือการจัดหาเทคโนโลยีที่จำเป็น และรองรับการทำงานด้าน HR เพื่อซัพพอร์ตการทำงานของพนักงาน การสำรวจดัชนีความพร้อมของการทำงานจากระยะไกล หรือ Remote Work Readiness Index ทำหน้าที่เสมือนแพลตฟอร์มสำหรับเราในการที่จะช่วยให้องค์กรธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและญี่ปุ่นเข้าใจถึงความต้องการของพนักงานในการที่รักษาการมีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกัน ตลอดจนรักษาประสิทธิผลจากการทำงานไม่ว่าจากที่ใดก็ได้ในระยะยาว”
จากการวิจัย เจ้าของธุรกิจหรือผู้ว่าจ้างมีหน้าที่อย่างไม่หยุดยั้งในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับความท้าทายที่พนักงานต้องพบเจออย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการจัดหาทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการทำงานจากทางไกลหรือ remote work ให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว


เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความพยายามของเจ้าของธุรกิจในการจัดเตรียมทรัพยากรทางเทคโนโลยีที่สำคัญต่อการทำงานทางไกล มีพนักงานเพียงครึ่งเดียว (50 เปอร์เซ็นต์) จากการสำรวจที่รู้สึกว่าผู้ว่าจ้างทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้แล้วในการให้การสนับสนุนการทำงาน และในช่วงที่อยู่ระหว่างการดำเนินมาตรการควบคุมโรคระบาด พนักงานที่ตอบแบบสำรวจกล่าวอ้างถึงความไม่เสถียรของระบบเครือข่ายทางไกล (remote networks) รวมถึงข้อจำกัดในด้านแบนด์วิธของอินเทอร์เน็ต (31 เปอร์เซ็นต์) คือความท้าทายด้านเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ พนักงานยังประสบปัญหาในการเข้าถึงทรัพยากรภายในของบริษัท (29 เปอร์เซ็นต์) และยังต้องจัดการกับการใช้เครื่องมือหรือทูลส์เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพส่วนตัว (28 เปอร์เซ็นต์) ในการทำงาน
ด้วยเหตุนี้ พนักงานจึงระบุว่าต้องการให้ผู้ว่าจ้างช่วยจัดหาอุปกรณ์หรือเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (39 เปอร์เซ็นต์) และต้องการความมั่นใจว่าพวกเขาจะสามารถเข้าถึงทรัพยากรภายในของบริษัทได้ (36 เปอร์เซ็นต์)
ในแง่ของการสนับสนุนด้านทรัพยากรบุคคล การสำรวจกลุ่มพนักงานภายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและญี่ปุ่นระบุว่าความท้าทายในอันดับต้นคือการขาดหายไปของสื่อสารระหว่างบุคคล (in-person communications) (41 เปอร์เซ็นต์) ในขณะที่ความท้าทายที่สำคัญอื่น ๆ ยังรวมถึงการขาดช่วงเวลาในการเรียนรู้และพัฒนา รวมทั้งการเทรนนิ่งสำหรับทูลส์แบบเวอร์ชวล (39 เปอร์เซ็นต์) นอกจากนี้ ยังเกี่ยวเนื่องกับแนวการปฏิบัติที่ดีที่สุด (best practice) ในด้านการทำงานจากระยะไกลและแนวนโยบายตลอดจนแนวทางที่ล้าสมัยสำหรับการทำงานระยะไกล (38 เปอร์เซ็นต์)
เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการจัดการงานจากระยะไกลในระยะยาว พนักงานที่ร่วมในการสำรวจต้องการเซสชันเพื่อการเรียนรู้และพัฒนา ตลอดจนการฝึกอบรมกรใช้เวอร์ชวล ทูลส์ (48 เปอร์เซ็นต์) การฝึกอบรมด้วยแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการทำงานระยะไกล (47 เปอร์เซ็นต์)) และแนวคิดริเริ่มด้านการมีส่วนร่วมของทีม (46 เปอร์เซ็นต์)
“ความพร้อมด้านเทคโนโลยี ความเป็นผู้นำ และวัฒนธรรมในการช่วยให้พนักงานและทั้งหมดสามารถยืนหยัดผ่านอุปสรรคไปได้คือปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้ทีมงานสามารถทำงานได้อย่างดีที่สุด” ปงส์ กล่าวเสริม “ที่เดลล์ เทคโนโลยีส์ เราเข้าใจเป็นอย่างดีถึงความท้าทายที่องค์กรกำลังเผชิญอยู่และได้ลงมือให้ความช่วยเหลือให้องค์กรสามารถเข้าถึงรูปแบบการทำงานที่ปลอดภัยในระหว่างการเคลื่อนที่ที่มีความยืดหยุ่นอย่างแท้จริงตามโปรแกรม Connected Workplace ของเรา ทั้งนี้ เราสนับสนุนให้ผู้ว่าจ้างไตร่ตรองแนวทางปฏิบัติงานระยะไกลที่ดีที่สุดและพัฒนาเชิงรุกเพื่อสภาพแวดล้อมแบบใหม่”
เกี่ยวกับการวิจัย
การสำรวจดัชนีความพร้อมของการทำงานจากระยะไกล หรือ Remote Work Readiness Index คือการศึกษาที่ได้รับมอบหมายจากเดลล์ เทคโนโลยีส์ในการจัดเก็บข้อมูลจากเจ็ดประเทศภายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและญี่ปุ่น (APJ) ประกอบด้วย ออสเตรเลีย อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงค์โปร์ และเกาหลีใต้ ในเรื่องความพร้อมของคนทำงานในการทำงานจากระยะไกลในระยะยาว การสำรวจมุ่งเน้นไปที่ความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยที่สำคัญต่างๆ ที่มีต่อการทำงานจากระยะไกล ทั้งในเรื่องของความเต็มใจและความกังวลของพนักงานที่มีต่อการทำงานจากระยะไกลในช่วงเวลาที่ยาวนาน ไปจนถึงการให้การสนับสนุนที่เกี่ยวข้องกับด้านเทคโนโลยีและทรัพยากรบุคคล (HR) ที่พวกเขาต้องการเพื่อการทำงานที่ประสบผลสำเร็จจากระยะไกล นอกจากนี้ งานวิจัยยังประเมินความพยายามของนายจ้างในการจัดหาทรัพยากรเหล่านี้และชี้ให้เห็นถึงโอกาสสำหรับองค์กรในการพิจารณาถึงสถานที่ทำงานแบบผสมผสาน (hybrid workplace) หรือการนำรูปแบบของการทำงานระยะไกลเข้ามาใช้
ผลการสำรวจฉบับเต็มสามารถดูได้ที่นี่ https://www.delltechnologies.com/en-sg/collaterals/unauth/briefs-handouts/solutions/dt-remote-work-readiness-index-apj-report.pdf
เกี่ยวกับ Kantar
Kantar คือบริษัทด้านข้อมูล รวมทั้งข้อมูลเชิงลึก (insights) และด้านที่ปรึกษาชั้นนำของโลก บริษัทมีความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีในการคิดความรู้สึก ไปจนถึงการจับจ่ายใช้สอย (shop) การแบ่งปัน (share) การโหวต (vote) ตลอดมุมมองทัศนคติ (view) มากยิ่งกว่าผู้ใด และเมื่อผสานความเชี่ยวชาญในด้านความใจในมนุษย์เข้ากับเทคโนโลยีต่างๆ พนักงานจำนวนถึง 30,000 คนของ Kantar ช่วยให้องค์กรชั้นนำต่างๆ ในระดับโลกประสบความสำเร็จและเติบโต
เกี่ยวกับ เดลล์ เทคโนโลยีส์
เดลล์ เทคโนโลยีส์ ช่วยให้องค์กรธุรกิจและปัจเจกบุคคลสร้างอนาคตดิจิทัล พร้อมช่วยปฏิรูปทั้งรูปแบบการทำงาน การดำเนินชีวิต และการพักผ่อน เดลล์ เทคโนโลยีส์ให้การดูแลสนับสนุนลูกค้าด้วยสายผลิตผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีและการบริการที่กว้างที่สุด และมีความเป็นนวัตกรรมอย่างสูงสุดในยุคของข้อมูล (data era)

Comments

comments

You may also like
เดลล์ เทคโนโลยีส์ จับมือ SK Telecom พร้อม VMware สร้างโซลูชั่นนำขุมพลัง 5G และ Edge เข้าสู่องค์กรธุรกิจ
เดลล์ เทคโนโลยีส์ ประกาศ “มุมมองของปี 2021 และอนาคตจากนั้น” ชี้อุตสาหกรรมก้าวสู่ยุคของข้อมูล และควอนตัม คอมพิวติ้ง
เดลล์ เทคโนโลยีส์ เปิดมุมมองใหม่ให้กับการทำงาน มอบประสบการณ์ด้านพีซี มอนิเตอร์ พร้อมซอฟต์แวร์ใหม่
เดลล์ เทคโนโลยีส์ เปิดตัวนวัตกรรมการปกป้องข้อมูลที่เพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ เพื่อช่วยองค์กรธุรกิจปกป้องแอปพลิเคชันที่สำคัญอย่างยิ่งยวด